“โค้ชเฮง” ชี้ไม่รีบแก้อนาคตฟุตบอลไทยก็สู้เมียนมาไม่ได้

 “โค้ชเฮง” ชี้ไม่รีบแก้อนาคตฟุตบอลไทยก็สู้เมียนมาไม่ได้

“โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ประธานเทคนิคสโมสรชลบุรี เอฟซี ให้สัมภาษณ์พิเศษ ถึงความเห็นหลังจากทีมชาติไทย แพ้ มาเลเซีย ในศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 48

ทีมข่าว พีพีพีทีวี มีโอกาสได้สัมภาษณ์ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ประธานเทคนิคสโมสรชลบุรี เอฟซี และอดีตประธานเทคนิคของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย หลังจากผลงานที่ทีมชาติไทย แพ้ในการดวลจุดโทษ 3-5 ให้กับมาเลเซีย หลังจากที่เสมอกันในเวลา 1-1 ในศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 48 ทำให้พลาดผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ พร้อมกับถูกแฟนบอลและสื่อวิจารณ์ ซึ่งในเรื่องนี้ “โค้ชเฮง” ได้เปิดมุมมองความเห็นเรื่องนี้

“โค้ชเฮง” ชี้ไม่รีบแก้อนาคตฟุตบอลไทยก็สู้เมียนมาไม่ได้

Q : พูดถึงเกมทีมชาติไทยเมื่อคืนที่ผ่านมาหน่อยครับ 

A :อยู่ที่ความพร้อมของผู้เล่นมากกว่า พอลงเล่นไปนิดนึงเจ ก็เจ็บ ผู้เล่นแต่ละคนเล่นต่ำกว่ามาตรฐานโดยเฉพาะในครึ่งแรก ถ้าวิเคราะห์เพิ่มเติมก็อาจจะเป็นเรื่องของการเตรียมทีมก่อนวันแข่งขัน อาจจะเกิดการผิดพลาดเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการจัดการที่เรียกว่า emotion control (การควบคุมอารมณ์) ของผู้เล่นแต่ละคนก่อนเกมการแข่งขัน อันดับ 2 คือเรื่องของแทกติคความรับผิดชอบ ผู้เล่นไทยแต่ละคนยังไม่มีคุณภาพที่สูง ดังนั้นการที่ให้ลงมาเล่นกันเอง โดยไม่มีการมอบหมายบทบาทที่ต้องรับผิดชอบ ผมคิดว่ามันก็จะทำให้ผู้เล่นลงไปเล่นด้วยความสงสัย เค้าเรียกว่าสงสัยในวิถีการเล่นว่าจะต้องเล่นยังไง อันนี้สำคัญมากที่ทำให้นักเตะลงไปเล่นได้ไม่เต็มความสามารถเท่าไหร่

Q : วิเคราะห์ให้ลึกลงไปในเกมการแข่งขัน วิเคราะห์ตามตำแหน่งอย่างที่หลายคนพูดกันว่า กฤษดา กาแมน ที่โชว์ฟอร์มได้ดีในบทบาทมิดฟิลด์ตัวรับกับชลบุรี เอฟซี  แต่ในทีมชาติต้องมาเล่นเป็นเซ็นเตอร์ ทำให้ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนเกมของเค้าลดลงมั้ย โค้ชเฮงมองว่าอย่างไร

A: กฤษดา เล่นได้อยู่ 2-3 ตำแหน่งอยู่แล้ว คือเล่นในสโมสรเค้ามีคู่เซ็นเตอร์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ทำให้ กฤษดา สามารถขยับขึ้นมาเล่นตำแหน่งได้ จริงๆ แล้วทีมชาติก็มีเซ็นเตอร์ที่ไว้ใจได้ แต่ก็ให้กฤษดา เล่นข้างบนก็ได้ อย่างที่บอกก็คือการวางตำแหน่งที่ผิดพลาดทำให้ผู้เล่นสงสัย มันก็ทำให้ฟอร์มลดประสิทธิภาพลงไป ซึ่งมันก็มีส่วนอยู่แล้ว

“โค้ชเฮง” ชี้ไม่รีบแก้อนาคตฟุตบอลไทยก็สู้เมียนมาไม่ได้

Q: ด้วยรูปเกมเมื่อวาน อย่างการเปลี่ยนตัว ถ้ามองว่า เจ เจ็บ จักรพันธ์ แก้วพรหม ที่โชว์ฟอร์มได้ดีในลีก ทำไมถึงไม่ถูกเปลี่ยนตัวลงไป โควต้าการเปลี่ยนตัวเปลี่ยนได้ 5 คน โค้ชไม่เลือกที่จะใช้ให้ครบ ขณะที่เราเองก็ต้องการประตู 

A:  ถ้าให้ผมวิจารณ์ ผมก็จะบอกว่า มาโน่ ตั้งแต่สมัยเป็นโค้ช “บียู” แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่เค้าไม่ประสบความสำเร็จเลยก็เป็นเพราะว่าเค้ายังจัดการทีมไม่เป็น อย่างที่บอกไปในตอนแรกก็คือการการควบคุมอารมณ์ ของผู้เล่นแต่ละคนก่อนเกมการแข่งขัน การมอบหมายบทบาทต่างๆที่มันไม่ชัดเจนทำให้ผู้เล่นสงสัย เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า บียู สมัยก่อนวันไหนเล่นดี ก็จะดีมาก อาทิตย์ไหนเล่นไม่ได้ ก็เล่นไม่ได้เลย เพราะว่าแนวทางการเล่นมันไม่ชัดเจน และการเปลี่ยนตัว การวางตัว 11 คนแรก อย่างที่ยกตัวอย่างก็คือตำแหน่งของ กฤษดา แล้วก็ผู้เล่นที่โชว์ฟอร์มได้ดีน่าจะใช้เขา พอผลการแข่งขันออกมาแบบนี้ มันทำให้ผู้เล่นกับ โค้ช ขาดความไว้วางใจ ขาดความเชื่อใจซึ่งกันและกัน จริงๆตรงนี้มันก็จะเป็นปัญหาที่ทำให้ทีมด้อยประสิทธิภาพลงไป โดยเฉพาะตำแหน่งการเล่น การเปลี่ยนตัวผู้เล่น การใช้ผู้เล่น และที่สำคัญคือการอ่านเกม จริงๆ แล้วเราต้องรู้ว่า เราต้องการผลแบบไหน ระบบการเล่นของเรา เมื่อเทียบกับของเค้ามันชัดเจนมั้ย เทียบกันได้หรือไม่ สไตล์เป็นอย่างไร แล้วก็ขีดความสามารถต่างๆมันสามารถเทียบกันได้หรือไม่ ผมว่าเราทำการบ้านน้อยไปหน่อย

Q: กลับมามองในภาพรวมในฐานะที่โค้ชเคยเป็น ประธานเทคนิคของสมาคมฯ ณ ปัจจุบัน ทีมชาติไทยตอนนี้ล้มเหลวเกือบทุกชุด มันเกิดอะไรขึ้น

A: คือมันต้องล้มเหลวอยู่แล้วครับ เพราะทุกๆ สโมสรเค้าไปโฟกัสอยู่ที่ผู้เล่นชุดใหญ่ มีไม่กี่สโมสรที่จะใส่ใจพัฒนาในระดับของรากหญ้า หรือ อะคาเดมี่ ที่จะมีจริงจังหน่อย ก็จะมี ชลบุรี บุรีรัมย์ ผมเป็นห่วงในอนาคตมากกว่า เพราะว่าผมเป็นคนตรวจสอบการพัฒนาทุกๆสโมสรในเอเชีย ไม่ใช่แค่ในอาเซียนนะครับ ในเอเชีย ที่นี้ เอาแค่ในอาเซียน เราจะเห็นว่า เวียดนาม อินโดนีเซีย เมียนมา อีกหน่อยเราอาจจะสู้เมียนมาไม่ได้ด้วยซ้ำไปครับ อย่าว่าแต่มาเลเซียเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้มันอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐาน เราจะไปด่าสมาคมอย่างเดียวก็ไม่ได้ เราต้องมองย้อนไปที่ สโมสรแต่ละสโมสรด้วยว่า เราทำหน้าที่ในการพัฒนาของเราดีหรือยัง ไม่ใช่บ่นกันว่ามีแต่บุรีรัมย์ หรือมีแต่ชลบุรี คือผมเป็นห่วงว่าเราจะตามเค้าไม่ทัน

Q : แล้วเราจะมีทางแก้ปัญหาอย่างไงบ้างครับ 

A: การแก้ปัญหาก็คือ ทุกๆสโมสรต้องมีความรับความรับผิดชอบมากกว่านี้ในเรื่องของการสร้างอะคาเดมี ต้องจริงจังมากกว่านี้ ไม่ใช่ว่า มาซ้อมแล้วกลับบ้าน มันต้องทำแผน ทำโครงสร้าง ทำสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้เข้ากับหลักเกณฑ์ที่ AFC  กำหนดไว้ แต่ตอนนี้เรายังไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่เค้าตั้งไว้เลย เพราะฉะนั้นถ้าเรามีโครงสร้างพื้นฐานตรงนี้ชัดเจน เราก็จะพัฒนาแล้วก็คุยได้ว่าเราก้าวข้ามอาเซียนได้ แต่ตอนนี้เราก้าวไม่ได้เพราะเรายังไม่มีอุปกรณ์อะไรที่จะใส่ไปเพื่อที่จะก้าวเลยด้วยซ้ำ 

Q: ถ้าเกิดว่าเรามองในมุมแฟนบอลที่เค้าไม่ได้มารู้ปัญหาแบบลึกๆ ทั้งของส่วนของสมาคม ในส่วนของสโมสร เราจะอธิบายให้คนที่เป็นแฟนบอลทั่วไปได้เข้าใจอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรให้ในอนาคตมันจะเดินหน้ากันต่อไปได้

A: ถ้าสโมสรเป็นเหมือนฟุตบอลนักเรียนมันก็จะพัฒนาขึ้น คือบอลนักเรียนมันก็จะต้องพยายามหาเด็กใหม่ๆเข้ามาแล้วก็ฝึกแบบเอาจริงจัง แต่ผมยังไม่เห็นมีสโมสรไหนทำจริงจัง  แต่บางอันเราก็ต้องโทษสมาคมฯด้วยที่ไม่ใส่ใจในเรื่องของการพัฒนาเยาวชนเลย ลีกเยาวชนยังไม่มีเลย ผมว่าอันนี้มันเป็นเรื่องของการขัดขวางการพัฒนาเพราะถ้าไม่มีลีก เด็กก็ไม่พัฒนาอยู่ดี  อีกอันคือเรื่องคุณภาพของการแข่งขันแทบไม่มีเลย บางอันแข่ง 9 โมงเช้า บางอันแข่งบ่ายโมง แข่งได้ยังไงเพราะร้อนมาก มันไม่มีคุณภาพ แต่ไม่มีคุณภาพยังไม่สำคัญเท่าไม่มีการแข่งขันเลย ส่วนตัวรู้สึกผิดหวังมาก เพราะตอนผมเป็นประธานเทคนิคฯ ผมจะเน้นอยู่แค่ 2 อย่าง คือเรื่องการพัฒนาโค้ชให้เยอะขึ้น อันดับ 2 คือการให้มีลีกเยาวชน แต่พอผมออกมาแล้ว ลีกเยาวชนมันไม่มี เราจะไปรอเงินจาก การกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งก็ไม่ได้ให้งบมาแล้ว รัฐบาลเค้าก็ไม่ได้ช่วยอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่คนฟุตบอลไปเป็นรัฐบาล (หัวเราะ)

“โค้ชเฮง” ชี้ไม่รีบแก้อนาคตฟุตบอลไทยก็สู้เมียนมาไม่ได้

Q: คำถามสุดท้าย ทีมชาติไทยชุดใหญ่ยังพอหวังได้หรือไม่ กับสิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้ ต้องเปลี่ยนแปลงโค้ช ต้องเปลี่ยนระบบ หรือเปลี่ยนที่อะไร  

A: ถ้าบอกจะเปลี่ยนระบบ เราต้องถามแล้วว่า เปลี่ยนระบบหรือเปลี่ยนสไตล์ เราต้องย้อนถามก่อนว่า เราเองมีระบบหรือมีสไตล์ไหม เวลาผมไปสัมนาในต่างประเทศ เค้าจะถามว่าประเทศคุณเล่นสไตล์อะไร ผมก็ต้องบอกว่าไม่มี เพราะมันไม่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นมันก็ต้องเริ่มทำให้มันมีขึ้นมา เราจะมีแค่ทีมฟุตบอลอย่างเดียวพอคนลงทุนยุบมันก็ยุบ เพราะมันไม่มีโครงสร้างอะไรเลย เราก็รู้อยู่แล้วว่าฟุตบอลมันไม่มีเวลาฝึกซ้อม แต่เราไม่ได้ดูเลยว่าประเทศอื่นเค้าก็ไม่มีเวลาเหมือนกันแต่เค้าทำยังไง ยกตัวอย่าง อย่างรุ่น 14 ปี,16 ปี, 19 ปี  ที่อยากให้มาฝึกซ้อมรวมตัวกันเดือนละครั้ง (1 สัปดาห์)  เรายังไม่ทำกันเลย เราเอาอย่างเดียวคือจะเอาชุดใหญ่อย่างเดียว ไม่ได้ดูอะไรเลย ซึ่งโครงสร้างมันสำคัญกว่า แต่บอกตรงๆ เราไม่มีโครงสร้างอะไรเลย ซึ่งมันก็ลำบา